Categories
ยางรถกระบะ ยางรถเก๋ง

ยางรถยนต์11ยี่ห้อไหนดี

ในประเทศไทยมียางรถยนต์ออกมาจำหน่ายมากมายหลากหลายยี้ห้อ คุณภาพแตกต่างกันไป ตามวัตถุประสงค์ของการใช้งานตามประเภทรถยนต์ thaiwheel ขอเป็นส่วน1ที่จะแบ่งปันประสบการณ์การเลือกยางรถยนต์ และข้อมูลเกียวกับยางยี่ห้อต่าง

ยางรถยนต์ยี่ห้อไหนดีปี 2022
ทำความเข้าใจก่อนว่า การจะเลือกยางรถยนต์ที่เหมาะกับรถของคุณ ควรคำนึงถึงประเภทของรถเป็นหลัก เช่น City Car, SUV, รถสปอร์ต, รถกระบะ เป็นต้น จากนั้นให้คำนึงถึงการใช้งานในชีวิตประจำวัน สไตล์การขับขี่ ยี่ห้อ คุณภาพ การเกาะถนน ป้องกันการลื่นไถล ลดเสียงรบกวนขณะขับขี่ และช่วยประหยัดน้ำมันได้ด้วย ส่วนจะมียางรถยนต์ยี่ห้อไหนดีปี 2022 กันบ้าง ไปดูกันเลย

A picture containing indoor, striped, leather, camera lens

Description automatically generated
Yokohama รุ่น BluEarth-GT AE51 เอาใจคนรักความเร็วและเน้นการเกาะถนนได้อย่างดี อีกทั้ง Yokohama ยังขึ้นชื่อเรื่องคุณภาพ ความทนทาน อายุการใช้งานยาวนาน และโครงสร้างของยางที่ได้รับการออกแบบขึ้นมาเพื่อลดความเสียหายระหว่างการใช้งานได้อย่างดี ลายดอกยางไม่เสียรูปหรือสึกหรอง่าย เหมาะสำหรับรถยนต์ทั่วไปหรือคนที่ขับรถด้วยความเร็ว

Dunlop รุ่น SP Sport LM 705 ยางรถยนต์ที่ออกแบบมาเพื่อดูดซับแรงกระแทกได้อย่างดีเยี่ยม ลายดอกยางช่วยลดการสั่นสะเทือนและกระจายน้ำหนักได้ดี เพิ่มความนุ่มนวล ลดเสียงรบกวน และช่วยประหยัดนำมัน ก้าวล้ำด้วยเทคโนโลยี “Shinobi” เฉพาะของแบรนด์จากญี่ปุ่น เหมาะสำหรับผู้ชื่นชอบความสปอร์ตแต่ยังคงความนุ่มนวลนั่งสบาย

  1. Michelin รุ่น Energy XM2+ ก้าวล้ำไปอีกขั้นด้วยยางรถยนต์ที่ผลิตจาก Full Silica หรือเนื้อยางรูปแบบใหม่ ให้ความยืดหยุ่นสูงและยึดเกาะถนนได้ดียิ่งขึ้น ผ่านการทดสอบแล้วว่า ช่วยให้ระยะเบรกสั้นกว่ายางทั่วไปถึง 1.5 เมตร และยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานกว่ายางทั่วไปประมาณ 25% เหมาะสำหรับรถยนต์ขนาดกลางและอีโคคาร์
  2. Pirelli รุ่น Scorpion Verde All Season ตอบโจทย์รถ SUV และ MPV ด้วยยางสัญชาติอิตาเลียน เหมาะสำหรับสายลุยที่เน้นการยึดเกาะถนนได้ดีทั้งบนถนนเปียกและถนนแห้ง ทั้งยังช่วยให้ควบคุมรถได้ง่ายขึ้นบนพื้นผิวขรุขระ เนื้อยางได้รับการออกแบบให้ทนทานสูง น้ำหนักเบา ช่วยลดแรงต้านการหมุน และผ่านกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยประหยัดน้ำมันมากขึ้นด้วย
  3. Goodyear รุ่น EfficientGrip Performance SUV ยางสำหรับรถ SUV ที่เน้นการยึดเกาะถนนได้ดี ช่วยลดแรงต้านการหมุน ช่วยให้ระยะเบรกสั้น ป้องกันล้อลื่นไถลบนถนนเปียก สามารถควบคุมการขับรถได้ง่ายขึ้น มาพร้อมเทคโนโลยี “QUIETTRED” ช่วยลดเสียงรบกวน ลดแรงกระแทก และลดแรงสั่นสะเทือนได้อย่างดี ให้ความรู้สึกนุ่มสบายเหมาะสำหรับการขับบนถนนเรียบ
  4. Bridgestone รุ่น Potenza Adrenalin RE400 เอาใจสายสปอร์ตที่เน้นความเร้าใจในการขับขี่ ด้วยยางรถยนต์ที่ออกแบบมาให้ยึดเกาะถนนและเข้าโค้งได้อย่างดี ร่องยางรูปตัว A ช่วยกระจายแรงกดได้อย่างสม่ำเสมอส่งผลให้เข้าโค้งและหยุดรถได้อย่างปลอดภัยทั้งบนถนนแห้งและถนนเปียก ทั้งยังช่วยให้ขับสนุก ตอบสนองฉับไว และควบคุมพวงมาลัยได้แม่นยำมากขึ้น เหมาะสำหรับรถยนต์ทุกรุ่นและรถสปอร์ต

A close-up of a tire

Description automatically generated with medium confidence

  1. Nexen รุ่น Roadian HP ยางรถยนต์ที่ได้รับการออกแบบให้ยึดเกาะถนนทุกประเภท เน้นความทนทาน เข้าโค้งแม่นยำ ด้วยดอกยางกว้างและหน้ายางออกแบบเป็นรูปตัว V ช่วยให้ควบคุมรถง่ายขึ้นและลดการลื่นไหลและการเหินน้ำบนถนนเปียกเพื่อความปลอดภัย พร้อมเพิ่มความนุ่มนวลในการขับขี่และลดเสียงรบกวนได้อย่างดี เหมาะสำหรับรถยนต์ทั่วไปและรถกระบะ
  2. Bridgestone รุ่น Ecopia EP300 ยางรถยนต์ที่ได้รับการออกแบบด้วยเทคโนโลยี “Nano Pro-Tech” ลิขสิทธิ์เฉพาะของบริดจ์สโตน ช่วยเพิ่มแรงต้านจากการหมุนของล้อ ลดการใช้พลังงานสิ้นเปลืองและช่วยประหยัดน้ำมัน ตอบสนองไวต่อการเบรก ระยะเบรกสั้น เกาะถนนดีแม้เข้าโค้งด้วยความเร็วช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่มากขึ้น ดีไซน์ดอกยางช่วยยืดอายุการใช้งาน ลดการบิดของดอกยางเมื่อเข้าโค้ง เหมาะสำหรับรถยนต์ขนาดกลางและขนาดเล็ก
  3. Deestone รุ่น Titan T88 เอาใจคนชอบบรรทุกของหนัก ด้วยยางรถยนต์สัญชาติไทยที่ได้รับการยอมรับด้านมาตรฐานในระดับสากล ผลิตจากเนื้อยางที่มีความแข็งแรง ทนทาน พร้อมลุยทุกสภาพถนนด้วยลายดอกยางแบบ 3 มิติ ช่วยให้กระจายน้ำหนักได้มากขึ้นและเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนน ทรงตัวได้ดีเยี่ยม ลดการเหินน้ำบนถนนเปียก และลดเสียงรบกวนได้อย่างดี
  4. Continental รุ่น UltraContact UC6 ยางรถยนต์คุณภาพดีที่ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มรถยุโรป โดดเด่นด้วยเทคโนโลยี Aqua Drainage และ Aqua Channel ช่วยลดการเหินน้ำและรีดน้ำออกจากดอกยางได้อย่างดี ช่วยให้ควบคุมรถได้ดีบนถนนเปียกด้วยผิวยางสม่ำเสมอ เพื่อให้หน้ายางสัมผัสและยึดเกาะถนนได้มากที่สุด พร้อมเพิ่มความปลอดภัยด้วยโครงสร้างแบบ Diamond Blend Compound ที่ได้รับการออกแบบให้เหมือนเพชร ทำให้สัมผัสกับพื้นถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เบรกทำงานได้ดี พร้อมทำหน้าที่เสมือนที่ปัดน้ำฝนบนถนนเปียกช่วยปัดน้ำออกจากดอกยางเพื่อการเบรกระยะสั้น ทั้งยังช่วยยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานขึ้น ลดแรงกระแทก และเพิ่มความนุ่มนวลขณะขับขี่
  5. Lenso รุ่น Road&Terrain 07 ยางรถยนต์ ที่ นุ่ม เงียบ โดดเด่นด้วยลายคาโมเป็นยางที่สามารถรองรับได้กับทุกเส้นทางทั้งการขับขี่ทั้งออนโร๊ด และออฟโร๊ด ยางถูกออกแบบมาเป็นพิเศษให้มีความนุ่มเงียบ และการรีดน้ำที่ดีเป็นพิเศษ ทำให้ผู้ขับขี่ รู้สึกมั่นใจ ปลอดภัย

ประเภทของ “ยางรถยนต์” และวิธีเลือกให้เหมาะกับการใช้งาน
ยางรถยนต์แบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่ Highway Terrain, All Terrain และ Mud Terrain โดยจะแบ่งจากลักษณะของดอกยาง การใช้งาน และประเภทของรถ ซึ่งการเลือกยางที่เหมาะกับการใช้งานจะส่งผลต่อการขับรถ อายุการใช้งาน ความปลอดภัย และความสิ้นเปลืองพลังงานอีกด้วย มาทำความรู้จักกับยางแต่ละประเภทกันดีกว่า

Highway Terrain (HT)

ยางรถยนต์ทั่วไปเหมาะสำหรับการขับบนถนนเรียบแบบที่ใช้ความเร็วได้ โดยดอกยางประเภทนี้จะมีขนาดเล็ก เรียบ และละเอียด เน้นให้ดอกยางสัมผัสกับพื้นถนนให้มากที่สุด มีคุณสมบัติในการรีดน้ำได้ดี น้ำหนักเบา เกาะถนนดี มีโครงสร้างของยางไม่ซับซ้อน ใช้กำลังเครื่องในการหมุนล้อน้อยกว่าประเภทอื่น ๆ จึงทำให้ใช้เชื้อเพลิงในการขับรถน้อยลง หรือช่วยให้ประหยัดน้ำมัน แต่ยางประเภทนี้ไม่เหมาะสำหรับการรองรับน้ำหนักในการบรรทุก

All Terrain (AT)

ยางที่นิยมใช้กับรถกระบะแบบ 4×4 ด้วยดอกยางที่มีขนาดใหญ่และหนาขึ้นกว่าแบบ HT เล็กน้อย ร่องยางจะมีความห่างจากกันเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังเน้นให้ดอกยางมีการสัมผัสกับพื้นถนนได้ดี ยางประเภทนี้สามารถใช้งานได้ดีทั้งบนถนนทั่วไป และยังสามารถนำเอาไปใช้ลุยได้ในระดับหนึ่ง พูดง่าย ๆ ว่าเหมาะกับคนที่ชอบขับรถเที่ยวต่างจังหวัด อาจมีขับรถขึ้นเขาหรือลุยทางดินขรุขระบ้าง ไม่ใช่พวกออฟโรดเต็มที่ เน้นวิ่งทางลาดยาง และทางวิบากบ้างเป็นครั้งคราว

Mud Terrain (MT)

นี่คือยางของขาลุยอย่างแท้จริง! โครงสร้างยางแข็งแรงกว่า HT และ AT โดยดอกยางหนา ใหญ่ ร่องยางลึก และห่างกันมากที่สุด เพื่อเอาไว้ตะกุยดินและสลัดดินออกจากตัวยางโดยเฉพาะ เหมาะกับการขับขี่แบบออฟโรดเป็นอย่างยิ่ง ลุยโคลนได้สบาย ตะกุยดินดีเยี่ยม พูดง่าย ๆ คือสายเข้าป่าต้องใช้ยางประเภทนี้ แต่ไม่เหมาะกับวิ่งถนนปกตินัก เพราะยางจะไม่เกาะถนน ฉะนั้นเวลาวิ่งบนถนนควรขับช้า ๆ เพื่อให้ควบคุมรถได้ง่ายขึ้น ยิ่งสายลุยป่าหรือแอดเวนเจอร์…ลุยเลย!

อย่ามองข้าม “ตัวเลข” และ “ตัวอักษร” บนแก้มยาง

เคยสงสัยมั้ยครับว่า ตัวเลขและตัวอักษร (รหัส) บนแก้มยาง บ่งบอกอะไรกับเราบ้าง? จริง ๆ แล้วตัวเลขเหล่านั้นมีความสำคัญอย่างมากในการเลือกยางรถให้เหมาะกับขนาดและประเภทของรถ โดยบริษัทผู้ผลิตยางจะระบุเป็นตัวอักษรไว้บนแก้มยาง ในที่นี้ขอยกตัวอย่าง เช่น “225 / 50R17” สามารถอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับยางรถยนต์ ดังนี้

รหัส “225” หมายถึง “หน้ากว้างของยาง” โดยวัดหน้าสัมผัสจากขวาไปซ้าย ยางจะต้องใส่กับล้อที่มีความกว้างตามกำหนดและสูบลมตามที่ระบุไว้ หน้ากว้างของยางมีผลอย่างมากต่อประสิทธิภาพของการยึดเกาะกับผิวถนน ควรเลือกใช้ยางให้เหมาะสมกับขนาดและน้ำหนัก รวมถึงความกว้างของกระทะล้อหรือล้อแม็กซ์ที่เปลี่ยนใหม่ เพื่อทำให้การเปลี่ยนยางกับล้อมีความลงตัวกับกำลังของรถยนต์คันนั้น
รหัส “50” คือ อัตราส่วนความสูงของแก้มยาง ต่อความกว้างของหน้ายาง มีหน่วยเป็น % หรือ “Series” (50% ของ 225) โดยอัตราส่วนยิ่งต่ำแสดงว่ายางเส้นนั้นมีแก้มที่เตี้ยลง ส่งผลต่อความกระด้างและแรงสะเทือนต่อพื้นถนนขณะขับ
รหัส “R” คือ ตัวเลขที่แสดงน้ำหนักสูงสุดที่ยางแต่ละเส้นสามารถรับได้คือ “R” หมายถึง โครงสร้างยางแบบ “เรเดียล” ซึ่งปัจจุบันแบ่งออกเป็น 3 แบบ คือ
ยางธรรมดา (Bias หรือ Conventional Tire) ยางที่เน้นความนุ่มนวลขณะขับรถเป็นสำคัญ แต่อาจไม่ทนทานเท่าที่ควร
ยางเรเดียล (Radial Tire) ยางที่เน้นความทนทานอย่างมาก ช่วยประหยัดน้ำมัน แต่ให้ความนุ่มนวลขณะขับรถน้อย
ยางเบลเตดไบแอส (Belted Bias Tire) เป็นยางที่อยู่กึ่งกลางระหว่างยางธรรมดาและยางเรเดียล ให้ความนุ่มนวลและความทนทานปานกลาง
A picture containing person, person

Description automatically generated
รหัส “98” คือดัชนีการรับน้ำหนักต่อยาง 1 เส้น (Load Index) เป็นค่าสูงสุดของการรับน้ำหนักที่ยางเส้นนั้นสามารถรองรับได้ โดยมีหน่วยเป็นกิโลกรัม โดย 98 มีค่าเท่ากับ 750 กิโลกรัม จึงสามารถรองรับน้ำหนักได้ประมาณ 750 x 4 = 3,000 กิโลกรัม หรือ 3 ตัน นั่นเอง
รหัส “17” คือเส้นผ่าศูนย์กลางของล้อ (มีหน่วยเป็นนิ้ว) ยางและล้อต้องมีค่าเท่ากันเสมอ หรือพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ “ขอบล้อ” เพื่อให้เลือกยางที่เหมาะกับรถ เช่น ขอบ 14, 15, 16 และ 17 นิ้ว เป็นต้น
วิธียืดอายุการใช้งานยางรถยนต์
นอกจากจะเลือกยางรถยนต์ให้เหมาะกับรถแต่ละประเภท และสไตล์การขับรถในชีวิตประจำวัน การดูแลรักษายางรถยนต์ก็สำคัญไม่แพ้กัน เพื่อยืดอายุการใช้งาน และช่วยให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้นนั่นเอง

A picture containing person, device, hand, gauge

Description automatically generated
เติมลมยางให้อยู่ในอัตราเหมาะสม
แรงดันลมยางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเติมลมยางรถเก๋งจะอยู่ที่ 30-32 PSI (ปอนด์ต่อตารางนิ้ว) สำหรับล้อหน้าและล้อหลัง แต่ถ้าหากต้องบรรทุกน้ำหนักมาก เช่น กรณีที่มีผู้โดยสารเต็ม 5 ที่นั่ง หรือบรรทุกของด้านหลังจนเต็ม อาจเพิ่มปริมาณการเติมลมยางได้ถึง 33-35 PSI เนื่องจากน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้นสำหรับรถกระบะนั้น จะค่อนข้างใช้ลมยางที่มากกว่ารถเก๋งโดยสารตามปกติ สำหรับล้อหน้าแรงดันยางจะอยู่ที่ประมาณ 36-38 PSI และล้อหลังที่ 40-42 PSI แต่ถ้าหากบรรทุกของเต็มท้ายรถ ก็สามารถเพิ่มปริมาณการเติมลมเพื่อรองรับน้ำหนักได้มากถึง 47-51 PSI เลยทีเดียว

  1. ตรวจเช็คลมยางทุกเดือน

โดยปกติแล้วแรงดันลมยางจะลดลงเฉลี่ย 2-3 PSI ใน 1 เดือน ฉะนั้นเจ้าของรถจึงควรตรวจสอบปริมาณของแรงดันลมยางประมาณเดือนละ 1 ครั้ง แต่ถ้าเอาชัวร์ ๆ ไปเลย แนะนำให้เช็คลมยางสัปดาห์ละครั้งเพื่อความ สบายใจทุกการเดินทางแน่นอนครับ

A picture containing person, car

Description automatically generated

  1. สลับยางรถยนต์ ช่วยถนอมยางกว่าที่คิด

“การสลับยาง” หมายถึงการเปลี่ยนยางไปอยู่ตำแหน่งอื่น ๆ แทนที่จะอยู่ตำแหน่งเดิม การสลับยางแต่ละครั้งจะทำให้เกิดการเสื่อมของดอกยางแบบสม่ำเสมอกัน การขับขี่บนถนนจะเป็นตัวบอกว่าคุณควรสลับยางบ่อยแค่ไหน? แนะนำให้สลับยางทุก 6 เดือน หรือเกือบ ๆ หมื่นกิโลเมตร

  1. ต้องมีการถ่วงล้อและตั้งศูนย์

“ตั้งศูนย์” คือการตั้งมุมต่าง ๆ ของล้อรถยนต์โดยเฉพาะล้อหน้า และในล้อหลังบางรุ่น ให้ถูกต้องตามค่าที่ผู้ผลิตกำหนดมาจากโรงงาน เพื่อประโยชน์ในการขับขี่ที่สมดุล-เกาะถนน เมื่อเราใช้รถมาเป็นเวลาหลายหมื่นกิโลเมตรต้องเจอกับสภาพถนนหลากหลายรูปแบบ อีกทั้งการตกหลุมบ่อต่าง ๆ ย่อมบั่นทอนทำให้ ค่าของมุมล้อที่ถูกกำหนดมาจากโรงงาน ผิดเพี้ยนไปได้

“การถ่วงล้อ” คือการทำให้ล้อเกิดสมดุลในขณะหมุนโดยการใช้ตะกั่วถ่วงน้ำหนัก เพื่อป้องกันการสั่นขณะรถวิ่ง ฉะนั้นการตั้งศูนย์และถ่วงล้อก็จำเป็นนะเธอ นาน ๆ ตั้งสักทีก็ดีนะ

เมื่อไหร่ควรเปลี่ยนยางรถยนต์?
ข้อนี้สำคัญมากครับ เพราะเป็นเรื่องของความปลอดภัยบนท้องถนน และเป็นเรื่องที่หลายคนมักจะมองข้ามจนเกิดเหตุยางระเบิด ยางลื่นไถล รถไม่เกาะถนน เหินน้ำ เสียงดัง ยางรั่วซึมบ่อย และขับแล้วไม่นุ่มสบายเหมือนเคย เรามีวิธีสังเกตง่าย ๆ ว่าเมื่อไหร่ควรเปลี่ยนยางรถยนต์

สภาพดอกยาง ดอกยางเรียบเนียนหรือยังหนอ? สังเกตง่าย ๆ ตอนใช้แรก ๆ จะเห็นลวดลายของดอกยาง แต่ถ้าดอกหายไปหมด ก็ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแล้วล่ะครับ เพราะมันจะส่งผลให้รถไม่เกาะถนน เหินน้ำ รถลื่นไถล ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้

แก้มยางแตกหรือแยกส่วน แก้มยางปรินี่อันตรายมากนะครับ เพราะมันส่งผลให้ยางระเบิดได้เลย วิธีสังเกตว่า “แก้มยางปริ” คือเนื้อยางจะแยกแตกเหมือนผิวแห้งจัดตอนหน้าหนาวนั่นล่ะ ก็รอยแยกมันชัดซะขนาดนั้น ยังไงก็ดูออก

ยางบวม ลักษณะของยางบวมคือ มีบางจุดบวมขึ้นมาคล้ายคนหัวโน ยางบวมเกิดจากแรงกระแทกอย่างรุนแรง เช่น ขับรถขึ้นลูกระนาดด้วยความเร็ว ขับรถตกหลุมด้วยความเร็ว ยางกระแทกขอบถนน ขับรถบนนถนนขรุขระเป็นประจำ ฯลฯ ยางบวมจะส่งผลให้ยางระเบิดและเป็นอันตรายได้

ตำแหน่งรั่วของยาง รู้ครับว่ายางรั่วได้ก็ปะได้ แต่บางตำแหน่งของยางนั่งต่อให้ปะกี่รอบยางก็ยังรั่วบ่อยอยู่ดี เช่น ยางรั่วบริเวณตะเข็บยาง เป็นต้น ถ้าคุณปะยางบ่อยครั้งแนะนำให้เปลี่ยนยางรถยนต์จะดีกว่า

อายุยาง อันนี้เรื่องที่ไม่ควรมองข้าม บางคนใช้รถทุกวัน ยางก็สึกด้วยตัวมันเอง อายุของยางดูได้ที่ด้านข้างเช่นเดียวกับซีรี่ส์ยางนั่นล่ะครับ แนะนำว่า ให้เปลี่ยนยางทุก ๆ 5 ปี แม้คุณจะใช้รถน้อย ยางรถยนต์ยังดูใหม่มาก แต่เนื้อยางจะเสื่อมสภาพจนแข็ง ซึ่งเป็นอันตรายต่อการเกาะถนนและการเบรก หรือยางระเบิดจนหลุดเป็นชิ้น ๆ ได้เลย

เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับความรู้เรื่องยาง และอัพเดตยางรถยนต์รุ่นไหนดีปี 2022 ที่เรานำมาฝากกัน หวังว่าทุกท่านคงจะได้นำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันและช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้นนะครับ

บทความน่าสนใจ